Key takeaways:
- PRS ทรง offset เวอร์ชั่นใหม่ ใส่ปิคอัพ made in USA
- โทนเสียงอุ่นหวาน คลีนเพราะ แตกหนักแน่น
- น้ำหนักเบา
- ราคาก็เบา เป็น PRS Made in USA ในราคาเพียง 73,500 บาท (ข้อมูล ณ 06/2025)
ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะรู้จักกับกีตาร์แบรนด์ Paul Reed Smith (PRS) จากกีตาร์ทรง Custom 24 ที่เป็นรุ่นสร้างชื่อของแบรนด์ หรืออาจเป็นทรง Singlecut ที่ให้โทนหนักแน่นทรงพลัง แต่แบรนด์ PRS ยังมีกีตาร์รุ่นอื่นทรงอื่น อีกนะ วันนี้ผมอยากนำเสนอรุ่น S2 Vela (เอสทู เว-ล่า) กีตาร์ทรง offset ในสไตล์ PRS ให้ชมกันครับ
PRS ทรงแบบนี้มีด้วยเหรอ เป็นรุ่นใหม่หรือเปล่า?
นิยามแบบกว้างๆ ของกีตาร์ทรง offset คือทรงของบอดี้มีดีไซน์ที่อสมมาตร (asymmetrical) คือบอดี้ฝั่งสายต่ำกับฝั่งสายเสียงสูงมันเหมือนไม่ใช่ทรงเดียวกัน เกิดเป็นรูปร่างบิดเบี้ยวหลุดกรอบ ดูสวยงามแปลกตาไปอีกแบบ ที่จริงกีตาร์สไตล์ offset มีมานาน ของแบรนด์เก่าแก่อย่าง Fender และ Gibson เค้าก็ทำกันตั้งแต่ยุค 60s แล้ว แม้กีตาร์แนวนี้จะไม่เคยเป็นกีตาร์กระแสหลักที่ตลาดนิยมกัน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็มีคนที่ชื่นชอบกีตาร์สไตล์นี้ และมีตลาดเล็กๆ รองรับอย่างเหนียวแน่นมาตลอด หนึ่งในศิลปินที่ใช้กีตาร์แนวนี้คือ Kurt Cobain มือกีตาร์ผู้ล่วงลับแห่งวง Nirvana นั่นเอง

(Photo credit: guitarbomb.com)

(Photo credit: fender.com)

(Photo credit: gibson.com)
สำหรับ S2 Vela นั้น PRS ออกแบบโดยใช้เชพของรุ่น Custom มาลองแบ่งครึ่งตามยาว เขยิบครึ่งสายบนไปข้างหน้า เขยิบครึ่งสายล่างไปข้างหลัง ปรับแนวเคิร์ฟให้ต่อเนื่องกัน เติมปิคการ์ดเข้าไปแทนที่ไม้ท็อป แล้วก็เกิดเป็น Vela ขึ้นมา กีตาร์ PRS รุ่นนี้แม้จะเทียบอายุกับกีตาร์ offset รุ่นเก่าแก่ไม่ได้ แต่ S2 Vela ก็ไม่ใช่กีตาร์รุ่นใหม่ของแบรนด์ เพราะเปิดตัวตั้งแต่ปี 2013 ในซีรีส์ S2 (ซีรีส์ราคาประหยัดของค่าย PRS ที่ยังผลิตในโรงงานที่อเมริกา) โดยมุ่งนำเสนอกีตาร์ดีไซน์ใหม่ๆ โทนที่แตกต่างจากรุ่นกระแสหลักของแบรนด์ รวมถึงเสนอทางเลือกที่ราคาประหยัดจากโรงงานที่อเมริกา และถึงวันนี้กีตาร์รุ่นนี้ก็มีอายุในไลน์ผลิตกว่า 12 ปี และก้าวเข้าสู่เจเนอเรชันที่ 2 แล้วตั้งแต่ปี 2024
Specs
- Model: S2 Vela Satin (2025)
- Country of origin: USA
- Construction: set
- Body wood: mahogany, beveled, with pickguard
- Neck wood: mahogany, scarfed joint under nut area
- Neck shape: Pattern Regular
- Fingerboard: Rosewood
- Fingerboard inlay: birds, plastic
- Scale length: 25″
- Fingerboard radius: 10″
- Electronics
- Pickups
- Neck: PRS Narrowfield, 7.12k DCR
- Bridge: PRS DS-01, 7.21k DCR
- 3 way toggle pickup selector
- 1 volume, 1 push/pull tone for DS-01 coil tap
- Pickups
- Tuners: PRS Phase III, non-locking, black plastic wing buttons
- Bridge: Vela plate style
- Finish: Satin nitro
- Accessories: PRS Premium Gig Bag and adjustment tools
- ราคา: 75,300 บาท (06/2025)
S2 Vela มากับบอดี้มาฮอกกานีชิ้นเดียวเบิ้มๆ ปาดลบเหลี่ยม (beveled) เพื่อความสบายในการใช้งาน คอก็ทำจากไม้มาฮอกกานีเหมือนกันแต่มีการสร้างคอแบบต่อไม้แนวขวาง (scarfed joint ) เป็นไปตามปกติของ S2 Series ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เชพคอเป็น Pattern Regular ซึ่งเป็นเชพที่นัทแคบ แต่หลังคอลึก ให้ฟีลคล้ายๆ soft V shape ไม้ฟิงเกอร์บอร์ดเป็นไม้โรสวูด บอดี้ทั้งตัวทำสีแบบด้านประกายเมทัลลิก ไม่อุดร่องเสี้ยนไม้ ให้ฟีลธรรมชาติแท้ๆ ไร้สิ่งเจือปน ติดปิคการ์ด 3 ชั้นดีไซน์โค้งมนเข้ากับทรง offset ของตัวกีตาร์ น้ำหนักกีตาร์ตัวนี้เบามาก แค่ 2.96 กิโลกรัมเท่านั้น
ฟิงเกอร์บอร์ดมี 22 เฟรท เรเดียส 10 นิ้ว ความยาวสเกล 25 นิ้วตามปกติของแบรนด์นี้ อินเลย์ฟิงเกอร์บอร์ดของเวล่าโมเดลล่าสุดนี้มากับอินเลย์นกเป็นสเปคมาตรฐานเลย (gen. ก่อน ให้ dots) ดูดีขึ้นมาก สีตัวที่ผมได้มารีวิวเรียกว่าสี Apple Red Metallic เป็นสีไนโตรแดงด้านมีประกายเมทัลลิคสวยงามมาก สีแบบนี้แบบไม่อุดร่องเสี้ยนไม้ ช่วยให้เสียงอคูสติกของตัวกีตาร์ดังออกมาได้อย่างเต็มที่




ไฮไลท์ของ S2 Series คือปิคอัพ S2 ทุกรุ่นที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2024 เริ่มใช้ปิคอัพที่ผลิตในโรงงานที่อเมริกา ไม่ได้แชร์ปิคอัพผลิตที่เกาหลีจาก SE Series สำหสำหรับโมเดลล่าสุดนี้ปิ๊กอัพตำแหน่ง neck คือรุ่น Narrowfield (ขอเรียกสั้นๆ ว่า NF) และรุ่น DS-01 สำหรับตำแหน่ง bridge ซึ่งตัวหลังนี้สามารถดึงโทนเพื่อตัดคอยล์ได้ ปิคอัพทั้งเซ็ทถูกติดตั้งอยู่บนปิคการ์ดตามวิถีดีไซน์ของกีตาร์แนว offset ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่ง PRS ก็เดินตามสูตรเดียวกัน
ปิคอัพ NF เป็นปิคอัพสไตล์ mini humbucker คือสร้างจาก 2 คอยล์ประกบติดกัน แต่มีขนาดเล็ก หน้าแคบ และมีการออกแบบตัว bobbins ให้มีการยกตัวเป็นขั้นบันไดเพื่อรับกับแนวโค้งของเรเดียสฟิงเกอร์บอร์ด วัดค่า DCR ได้ประมาณ 7.12k ปิ๊กอัพรุ่นนี้ไม่ใช่ของใหม่เพราะเคยเปิดตัวและใช้ ในกีตาร์หลายรุ่นระหว่างปี 2010 – 2016

ส่วนปิคอัพ DS-01 นั้นเป็น humbucker ขนาดเต็มซึ่งผลิตโดยโรงงาน PRS USA ผมวัดค่า DCR ได้ประมาณ 7.21k ปิคอัพรุ่นนี้มาแทนรุ่น DS-1 (ผลิตเกาหลี) ที่เคยใช้ใน Vela เจเนอเรชันก่อนหน้า ข้อมูลจากคุณ Dave Berrluck ที่เคยรีวิว S2 Vela เวอร์ชันแรกไว้บอกว่าปิคอัพเซ็ทของกีตาร์รุ่นนี้ออกแบบโดยได้แรงบันดาลใจมาจากปิคอัพของ DeArmond ที่ติดมากับกีตาร์ Gretsch อะไรแนวๆ นั้น


และเพื่อให้เห็นภาพว่า S2 Vela โมเดลล่าสุดดูต่างจากรุ่นก่อนอย่างไร นี่คือรูปโมเดลแรกซึ่งผลิตสเปคนี้ถึงปี 2023 สังเกตว่าปิคอัพหน้าตาไม่เหมือนกัน รวมถึงอินเลย์ฟิงเกอร์บอร์ดด้วย

(Photo credit: prsguitars.com)
ในส่วนของอะไหล่ ลูกบิด Phase III แบบเสาทองเหลืองไม่ล็อคสาย ผลิตโดยบริษัท Han Chang ของเกาหลีใต้ ใบพลาสติก (Wing buttons) สีดำ งานผลิตโดยรวมดูแน่นหนาสวยงามเลยทีเดียว น่าสังเกตว่าลูกบิดชุดใหม่นี้ออกแบบให้ตำแหน่งสกรูติดตั้งตรงกับลูกบิดรุ่น Phase III เจเนอเรชั่นก่อนที่ผลิตโดย Gotoh เป๊ะ (S2 locking เจเนอเรชันที่ผ่านมาใช้วิธี mounting แบบเฉพาะของตัวเอง ไม่สามารถใช้ร่วมกับ Phase III)
ฝา truss rod cover สลักชื่อรุ่น อันนี้ไม่แปลกเพราะโมเดลที่แล้วก็ทำ แต่ที่ต่างกัน คือมีการแกะโลโก้ซีรีส์ S2 ไว้เป็น silhuette ข้างหลังด้วย เป้นจุดสังเกตอีกอย่างหนึ่งได้ว่า S2 ตัวนี้เป็นโมเดลใหม่ ใส่ปิคอัพของอเมริกา


ปิคการ์ดพลาสติกแบบ 3 ชั้น volume และ tone knobs เป็นแบบ Lampshade ซึ่งยกมาจาก Core Series สวิทช์เลือกตำแหน่งปิคอัพเป็น toggle 3 ทาง Tone ดึงตัดคอยล์ปิคอัพ DS-01 ได้ (แต่ NF ไม่ตัดคอยล์)
ชุดบริดจ์ของ PRS รุ่นนี้ เป็นดีไซน์เฉพาะที่เรียกว่า plate style คือเป็น fixed bridge ที่ติดตั้ง saddles ที่ทำจากทองเหลืองไว้บนแผ่นโลหะซึ่งดูๆ ไปก็มีส่วนคล้ายๆ Fender Telecaster ต่างกันที่ของ PRS ใส่สายโดยการเอา ball ends เกาะไว้ที่ร่องที่เจาะไว้ที่แผ่นเพลท ไม่ได้สอดทะลุบอดี้ saddles ทองเหลืองทั้งสองชิ้นรองรับสายฝั่งละ 3 เส้น และเอียงทำมุมยกสาย 3 กับ 4 ขึ้นเล็กน้อยเพื่อรับโค้งเรเดียสบอร์ด บริดจ์ของ Vela รุ่นใหม่นี้ยังมีการแก้แบบเล็กน้อย โดยแผ่นเพลทบริเวณใต้สาย 1 และสาย 6 มีการบากร่องยาวฝั่งละ 2 ซม. ไว้เพื่อให้สกรูตั้งความสูงของ saddles เคลื่อนที่เป็นแนวตรงเมื่อมีการปรับ intonation และช่วยให้การถ่ายทอดแรงสั่นสะเทือนจากสายสู่บอดี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สูญเสียพลังงานน้อยลงอีกหน่อย


S2 Vela มากับ gig bag อย่างดี เกรดสำหรับรุ่น S2 และ bolt-on (USA) งานดีมาก คือดู protection ดีกว่าของ SE ชัดเจน ผมยังอยากได้แบบนี้ไว้ใช้ซักใบ
Tone
ผมทดสอบด้วยแอมป์ PRS Archon 50 ออกตู้ PRS Archon 2×12 ปรับ EQ ไว้ค่อนข้างเที่ยง มีเพิ่ม treble นิดหน่อยพอให้เสียงมีประกาย แต่ก่อนจะเล่นออกแอมป์ผมต้องบอกว่ากีตาร์รุ่นนี้แค่เสียงดีดเปล่าก็ดังกังวานชัดแจ๋วกว่ารุ่นแพงๆ หลายตัวที่เลยทดสอบมา เป็นผลดีของ satin nitro finish อย่างไม่ต้องสงสัย
ทดสอบเสียงออกแอมป์แยกพาร์เสียงคลีนและเสียงแตกได้ดังนี้ครับ
Clean channel
เริ่มจากแก๊ก neck pickup เสียงจากปิคอัพ Narrowfield ผมมองว่าไปทาง humbucker มีความนุ่มนวล อุ่น กลม ค่อนไปทางดาร์คมากกว่าไบรท์ แต่สิ่งที่ปิคอัพ Narrowfield ต่างจากปิคอัพแบบ humbucker ทั่วไป คือ Narrowfield เก็บย่านกลางต่ำได้ค่อนข้างดี พูดง่ายๆ คือโทนฟังดูเก่า สมูธ กลม แต่ไม่บวม เป็นข้อดีของดีไซน์หน้าแคบของมันนั่นเอง ทำให้เสียงคลีนที่ได้ แม้จะกลมๆ อุ่นๆ แต่โน้ตก็เคลียร์เป็นตัวดีมาก หรือกล่าวอีกอย่างคือมีโทนเสียงคลาสสิค แต่การตอบสนองทันสมัย
ส่วนปิคอัพ DS-01 ติดสว่าง ออกแหลมกว่า NF เยอะ ผมว่ามันไม่ใช่แค่ติดแหลมเพราะเป็นตำแหน่ง bridge นะ แต่ว่ามันพุ่งจนเหมือนไม่ใช่ปิคอัพเข้าเซ็ทกับ NF neck เลยแหละ ก็แปลกใจนิดๆ แต่ความแปลกใจของผมก็หายไปเมื่อลองดึงโทนเพื่อตัดคอยล์ DS-01 แล้วใช้แก๊กกลางผสมกับ NF เออแฮะ โทนออกมาเข้าท่าลงตัวมาก ใสๆ กรุ๊งกริ๊ง เล่นสนุก เหมือนไม่ได้กำลังผสมกับปิคอัพ NF อุ่นๆ ที่ลองเมื่อกี๊ กลายเป็นว่าแม้ดูเหมือนผสมเสียงได้แค่ 4 แบบ ตัวเลขดูเหมือนน้อย แต่ทุกเสียงใช้งานได้ดี
Lead channel
ผมเปิดแชแนล Lead ของแอมป์ PRS Archon 50 ระดับ gain ตั้งไว้บ่ายโมงซึ่งถือว่าแรงแล้วสำหรับแอมป์รุ่นนี้ ผมเริ่มลองเสียงแตกของตำแหน่ง bridge position อันนี้สนุก ปิคอัพ DS-01 ให้โทนแตกที่ค่อนข้างหนา พุ่ง ไม่จม มีความ bite เล่นริฟฟ์แตกหนักสนุกใช้ได้ ผมคิดว่าเสียงแตกโทนนี้มีความร่วมสมัย ถ้าเล่นเมทัลก็ประมาณพวก nu metal คือเสียงเบสหนาๆ หน่อย ไม่ไบรท์มาก โทนแตกทรงพลังเกินรูปลักษณ์ของตัวกีตาร์และคอนเซพท์ของกีตาร์รุ่นนี้ที่วางไว้แต่เดิม ผมว่าแตกแบบนี้เล่นเพลงร็อคตลาดทั่วไปได้สบายมาก
ลองเสียงโซโล่จากปิคอัพ Narrowfield น่าสังเกตว่า แม้ปิคอัพ Narrowfield จะมีลักษณะเฉพาะตัว คืออุ่น หลับตาฟังยังไงผมก็ว่าเสียง humbucker แต่ความพิเศษของมันคือย่านเสียงกลางไม่บวมอย่างที่ humbucker แนวนี้มักเป็นกันเมื่ออัดเสียงแตกหนัก แต่ก็ยังให้ harmonics ที่ดี เกิดเสียง overtone หอนสวยๆ ได้ การตอบสนองต่อน้ำหนักการดีดและระดับ volume pot ก็โอเค ที่สำคัญไม่มีเสียงจี่ด้วย
PRS S2 Vela Satin (2025) เหมาะกับใคร
สำหรับ PRS S2 Vela โมเดลล่าสุดนี้ ผมต้องบอกว่า ด้วยธรรมชาติของทั้งตัวกีตาร์และปิคอัพที่ให้เนื้อเสียงย่านเบสที่ค่อนข้างหนาโทนหลักของมันจึงเด่นไปทางบลูส์, ร็อค บลูส์ร็อค หรืออะไรที่หวานๆ ไปเลยอย่าง แจ๊ส หรืออะไรที่ต้องการโทนอุ่นแต่ก็ต้องการคุมโทน neck humbucker ให้อยู่กับร่องกับรอยไม่บานเบลอ แต่ก็ได้เสียงใสๆ คมๆ จากแก๊กตัดคอยล์ผสมไว้เล่นคลีนหรือสับคอร์ดไวๆ ได้
ส่งท้าย
สำหรับรีวิว PRS S2 Vela Satin ปี 2025 ก็จะมีประมาณนี้นะครับ ใครสงสัยอยากสอบถามอะไรต่อหรืออยากพูดคุยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แบรนด์ Paul Reed Smith ก็ตามไปได้ที่กลุ่ม PRS Thailand ที่ผมดูแลอยู่ได้ครับ
ขอขอบคุณร้าน Music Collection ที่ส่งกีตาร์มาเพื่อให้เขียนรีวิวละเอียดๆ มา ณ ที่นี้ ใครสนใจอยากจัด PRS S2 Vela Satin ก็คลิกเข้าไปที่เว็บของทางร้านได้เลย
รีวิวฉบับนี้ผมได้ค่าตอบแทนเล็กน้อยจากทางร้าน แต่ขอยืนยันว่าข้อมูลที่เขียนไปเป็นไปตามข้อเท็จจริงทุกประการครับ แต่อย่างไรก็ดี หูผมกับหูเพื่อนๆ อาจแปลความหมายที่ได้ยินต่างกัน ดังนั้นก็แนะนำเพื่อนๆ ว่าให้หาโอกาสไปลองด้วยตัวเองจะดีที่สุดครับ
สำหรับราคากีตาร์รุ่นนี้ ณ เดือนมิถุนายน 2025 อยู่ที่ 73,500 บาท
ขอบคุณที่ติดตามครับ
-แอดมินหมู-
